ทำไม Demand Forecasting ถึงสำคัญต่อการทำธุรกิจ?

จุดเริ่มต้นของธุรกิจ อาจเกิดจากแรงบันดาลใจเพียงเสี้ยววินาที จากสิ่งที่เห็นหรือสัมผัส แต่การจะพาธุรกิจไปสู่จุดสูงสุดหรือบรรลุเป้าหมายได้ จำเป็นต้องมีเครื่องมือสำคัญอย่าง Demand Forecasting ที่ทำหน้าที่เสมือน “เข็มทิศสู่อนาคต” ช่วยให้บริษัทตัดสินใจได้แม่นยำและมั่นใจในทุกก้าวเดิน
แผนยอดขาย (Demand Forecasting) คืออะไร?
Demand Forecasting คือ การคาดคะเนยอดขายที่จะเกิดในแต่ละวัน เดือน หรือไตรมาส ตามแต่บริษัทกำหนด ถือเป็นเครื่องมือสำคัญต่อธุรกิจที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจผิดพลาดและช่วยวางแผนทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม ดังนี้
- ช่วยประเมินยอดขายในอนาคต เพื่อหาแผนหรือกิจกรรมส่งเสริมการขาย
- ช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการด้านการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ[UT1.1]
- ช่วยวางแผนการผลิตและจัดซื้อได้อย่างเหมาะสมและทันเวลา เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า
ปัจจัยในการทำ Demand Forecasting
การทำ Demand Forecasting ให้แม่นยำ ไม่ใช่เพียงแค่ดูตัวเลขยอดขายย้อนหลังเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านที่ส่งผลต่อความต้องการสินค้า เพื่อให้การคาดการณ์สะท้อนความจริงของตลาดได้มากที่สุด ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่
1. ข้อมูลยอดขายในอดีต (Historical Data)
ข้อมูลยอดขายในอดีตใช้เป็นพื้นฐานเพื่อการคาดคะเนตัวเลขในอนาคต
ข้อควรระวัง: ในการใช้ข้อมูลในอดีตควรมีการกลั่นกรองเหตุการณ์ผิดปกติก่อนนำมาใช้ในการ Forecast เช่น ในเดือนนั้น ๆ มีวันหยุดมากกว่าเดือนที่แล้วหรือไม่ ?
2. แนวโน้มของตลาด (Market Trend)
ต้องดูถึงแนวโน้มของตลาดว่าเติบโตไปในทิศทางไหน เพื่อปรับปรุงสินค้าและตอบสนองให้ทันกับความต้องการของตลาด
3. สภาพเศรษฐกิจ (Economics)
สินค้าที่มีราคาย่อมเยาจะได้รับความนิยมมากขึ้น เพื่อทดแทนสินค้าที่มีราคาสูงกว่า เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
4. ฤดูกาล (Seasonal)
สินค้าบางชนิดมีความต้องการสูงขึ้นในแต่ละฤดูกาล เช่น โลชันในประเทศไทยจะยอดขายสูงกว่าปกติในช่วงหน้าหนาวที่อุณภูมิต่ำและผิวแห้งง่าย การเข้าใจถึงฤดูกาลของแต่ละสินค้าหรือธุรกิจจึงมีความสำคัญ
5. การแข่งขันในตลาด (Competition)
หากคู่แข่งมีการทำโปรโมชันหรือมีการลดราคาที่มากกว่า อาจทำให้ยอดขายลดลงได้ เนื่องจากลูกค้าบางกลุ่มให้ความสำคัญกับราคาที่ย่อมเยากว่า โดยตัวที่ชี้วัดข้อมูลความนิยมของผู้บริโภค สามารถดูได้ในข้อมูลส่วนแบ่งการตลาด
6. กิจกรรมส่งเสริมการขาย (Activities Support)
การมีสินค้าพรีเมียมร่วมรายการ มีส่วนจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาให้ความนิยมสินค้าเพิ่มขึ้น เช่น การนำนักร้อง นักแสดงที่กำลังเป็นที่สนใจมาเป็นพรีเซนเตอร์
7. ปัญหาที่เกิดขึ้นในซัพพลายเชน (Supply Chain Disruptions)
ปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต เช่น ความล่าช้าในการขนส่ง ความขาดแคลนของวัตถุดิบในการผลิต ส่งผลให้สินค้าวางขายได้ไม่ทันตามเวลาที่กำหนด
8. ปัจจัยภายนอก (External Factor)
เหตุการณ์ต่างๆ เช่น ภัยธรรมชาติ อย่างน้ำท่วม โรคระบาด หรือสงคราม ที่ส่งผลกับพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยการทำ Demand Forecasting ให้มีคุณภาพดี จะมี KPI (Key Performance Indicator) ในการควบคุม คือ
- Forecast Accuracy (%FA) คือ เปอร์เซ็นต์ที่ดูความแม่นยำของการคาดการณ์เปรียบเทียบกับ ยอดขายที่เกิดขึ้นจริง
- Forecast Bias (%FB) คือ เปอร์เซ็นต์ที่ใช้วัดทิศทางความคลาดเคลื่อนของยอดคาดการณ์เปรียบเทียบกับยอดขายจริง โดยใช้ข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย 3 เดือนในการคำนวณ เพื่อให้เห็นทิศทางของการคาดการณ์ได้ดีขึ้น
โดยสองตัวนี้ช่วยให้เห็นไม่เพียงแค่ว่าการพยากรณ์ของคุณ ‘แม่นแค่ไหน’ แต่ยังบอกด้วยว่ามันมี ‘แนวโน้มเพี้ยนไปทางไหน’ อีกด้วย
ซึ่งลูกค้าจำนวนหนึ่ง ไว้ใจให้ Boon Rawd Supply Chain ดูแลการทำ Demand Forecasting ที่มีทั้งความหลากหลายและซับซ้อน ดังนั้น เราจึงสามารถวัด KPI ได้ตั้งแต่ธุรกิจระดับจังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ และยังสามารถทำรายงานได้ตามความต้องการของลูกค้าอีกด้วย
เพราะเหตุนี้ การทำ Demand Forecasting จึงไม่ใช่สูตรตายตัว แต่เป็นกระบวนการที่ปรับให้สอดคล้องกับโครงสร้างและเป้าหมายของแต่ละธุรกิจได้อย่างเหมาะสม
“BRS เราเป็นให้คุณมากกว่าแค่ Supply Chain Solutions Provider”
สนใจติดต่อสินค้า/บริการ ได้ที่ brs-group.com
Tel: 1439
#BRS #BoonRawdSupplyChain #TotalSupplyChainSolutions #Empoweryourbusiness #สปีดได้ไวสเกลได้ไกล #RiskManagement #DemandForecast #SalesForecast